บทที่ 7 ความเฉยชา (03)

“ฉันพาไปซื้อของเอาไหม อยากได้อะไรเตรียมไว้ก่อนหรือเปล่า”

             “ไม่ต้องค่ะ นิชาหาซื้อเองได้” หญิงสาวยิ้มขอบคุณแต่ขอปฏิเสธ

             “งั้นฉันกลับก่อนละกัน” ในเมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธ ชายหนุ่มจึงไม่คะยั้นคะยอ เขารู้สึกอัดอึด ทำตัวไม่ถูกจึงเลือกจะขอตัวกลับ ปล่อยทิ้งให้สาวเจ้ากะพริบตาปริบๆ เพื่อไล่หยาดหยดน้ำตา           

             หลังจากธีมะจากไปแล้ว นาฏนิชาก็ปล่อยเสียงร้องออกมาสุดเสียง อัดอั้นตันใจจนแทบดิ้นทุรนทุราย ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เขาจะสนใจความรู้สึกของคนตายทั้งเป็นเช่นหล่อน ลำตัวของคนอ่อนแอสั่นเทิ้ม ยกสองมือกอดตัวเองและลูกน้อย

             “แม่ขอโทษนะลูก ขอโทษที่แม่รักพ่อของลูกมากเกินไป จนทำให้หนูต้องเกิดมาทั้งที่พ่อเขาไม่เคยแสดงความรักต่อลูกเลย” เธอตัดพ้อต่อธีมะ สงสารลูกจับใจ และรู้ว่าตนเองต้องทนกับสภาพเจ็บร้าวเช่นนี้ไปอีกนาน...นานจนกว่าก้อนเนื้อน้อยๆ จะครบอายุครรภ์แล้วลืมตาดูโลก

ราวสามอาทิตย์ต่อมา

             แฟ้มเอกสารกองพะเนินเทินทึก เล่นเอาคนต้องรับผิดชอบหัวหมุน ทำงานตัวเป็นเกลียวมาเป็นระยะเวลายาวนาน เนื่องจากต้องดูแลทุกอย่างให้ดำเนินไปในทางที่สมควรจะเป็น ไม่มีคนมาช่วยแบ่งเบา มีแต่คนที่จะสร้างปัญหาให้รุมเร้า

             ราวเที่ยงสิบนาที ร่างขบเมื่อยบิดกายไปมาพร้อมหันมองนาฬิกา แต่ไม่อาจจะลุกพ้นจากเก้าอี้หนังไปได้ เนื่องจากมีเอกสารต้องตรวจก่อนเข้าประชุม

             “ทนอีกหน่อยนะยัยหนู อีกสิบนาทีแม่ก็จะเสร็จงานแล้ว เดี๋ยวแม่จะไปกินข้าวนะ” เธอทาบทับมือลงบนหน้าท้องแล้วลูบเบาๆ

             ระยะเวลาตั้งแต่ตั้งครรภ์ นาฏนิชาไม่เคยได้พักแม้สักวัน ยังคงต้องทำงานหนักเช่นเดิม แต่ก็หมั่นไปเฝ้าดูอาการซึ่งขึ้นๆ ลงๆ ของตนเอง โดยวันนี้มีประชุมใหญ่กับผู้บริหารคนสำคัญที่ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะ เพราะไม่เจอชายหนุ่มมาสามอาทิตย์แล้ว

             หลังจากเคลียร์เอกสารประชุมเสร็จ หญิงสาวก็คว้ากล่องข้าวสีขาวลายการ์ตูนขึ้นมาตั้ง อาหารที่บรรจุอยู่ล้วนมีประโยชน์ต่อตนเองและลูกน้อย

             ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

             คนยกช้อนขึ้นตักข้าวต้องชะงักเมื่อมีเสียงเคาะประตู ก่อนเอ่ยอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามา

             “คุณนิชาคะ คุณธีมะโทรมาขอเลื่อนประชุมเป็นเที่ยงครึ่งค่ะ” สาวิตรี เลขาฯ ประจำตัวของนาฏนิชาเอ่ย

             “เที่ยงครึ่งหรือจ๊ะ” เธอหันมองหน้าปัดนาฬิกาแล้วพบว่า อีกเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น เลยต้องระบายลมหายใจดังฟู่

“งั้นตรีช่วยโทรตามทุกคนให้กลับมาประชุมให้ทันด้วยนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่จะไปเตรียมเอกสารเอง” หลังจากนั้นนาฏนิชาก็จำใจต้องเก็บข้าวกล่องไว้อย่างเดิม แล้วรีบกุลีกุจอเข้าไปเตรียมเอกสารให้เสร็จสรรพ

             แต่ก่อนโรงแรมแห่งนี้เป็นของหญิงสาวเพียงผู้เดียว แต่เมื่อสองปีที่ผ่านมาตกเป็นของธีมะ เนื่องด้วยโรงแรมของหล่อนเจอวิกฤตเกือบจะล้ม โชคดีที่ธีมะยื่นมือเข้ามาช่วย พร้อมเงื่อนไขซึ่งจองจำให้จมปลักอยู่ในความโศกเศร้า

             ใบหน้านวลเนียนติดกังวลยามเข้าประชุม เอาแต่จับจ้องใบหน้าประธานซึ่งนั่งนิ่ง หน้าของอีกฝ่ายซีดขาวราวคนล้มป่วย จนแทบไม่มีสมาธิ ด้านธีมะก็กระแอมเสียงเมื่อรับรู้ถึงสายตาเว้าวอนห่วงหา ก่อนแสร้งเมินหน้าหนี ก้มหน้าลงจับจ้องเอกสารการประชุม

             คนรู้ตัวดีว่า ไม่มีสิทธิ์ห่วงใยแสยะยิ้มน้ำตาแทบเล็ด แม้ความห่วงใยอีกฝ่ายยังไม่ยินดีรับ ก่อนมีน้ำตาขังคลอเอ่อล้น กว่าการประชุมจะจบลง นาฏนิชาก็เหมือนคนตายทั้งเป็น ขื่นขมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ นัยน์ตาก็หลุบลงต่ำไม่จ้องมองธีมะให้ใจเจ็บอีกเลย

ส่วนชายหนุ่มก็ไม่ได้มีทีท่าสนใจอาการสั่นไหวของคนเป็นภรรยา เขาตั้งใจฟังการประชุมเท่าที่ทำได้ ที่ต้องโทรมาขอเลื่อนประชุมให้เร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง เพราะรู้สึกว่า ร่างกายอาจจะล้มป่วย มีอาการมึนงงวิงเวียนศีรษะและหน้ามืด

             หลังประชุมเสร็จ คนตัวโตก็แยกตัวกลับไปยังบริษัทของตนเองทันที ทิ้งกิตติไว้อยู่ดูแลฝ่ายหญิง

             “เริ่มมีอาการแพ้บ้างหรือยังครับคุณนิชา” ยามเห็นนัยน์ตาโศกชายหนุ่มจึงแสร้งถามให้บรรยากาศดีขึ้นมาบ้าง เพราะอีกฝ่ายเอาแต่เงียบและเหม่อลอย

“ก็มีบ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่มากเท่าไหร่” เธอตอบขณะสองมือหยิบกล่องข้าวขึ้นมา

             “นี่คุณนิชายังไม่ได้ทานข้าวอีกหรือครับ” กิตติถามอย่างห่วงใย เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าเนิบๆ จึงต้องดุเสียงเข้ม

“ทำแบบนี้ไม่ดีแน่ครับคุณนิชา คุณไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้ว ยังไงก็คิดถึงลูกในท้องด้วย”

             “ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะคุณกิตติ แต่วันนี้นิชาไม่มีเวลาจริงๆ” น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูเหนื่อยล้าเต็มทน

             “ผมว่าวันนี้คุณนิชากลับไปพักผ่อนดีกว่านะครับ เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่ง” กิตติเสนอ

             “ก็ดีเหมือนกันค่ะ”หลังประชุมเสร็จคงไม่มีอะไรน่าห่วงอีก โดยต่อมาหญิงสาวก็มีอาการอ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่กล้า ด้านกิตติจับความผิดปกตินั้นได้จึงบอกให้หญิงสาวกระจ่างใจ

             “คุณธีมะไม่สบายนิดหน่อยครับคุณนิชา มีอาการเวียนหัว หน้ามืด คงไม่สบาย หรือไม่ก็เกิดอาการแพ้ท้องแทนคุณนิชา” คำพูดของกิตติสร้างรอยยิ้มให้ผุดขึ้นทันใดบนใบหน้าของฝ่ายหญิง อาการน้อยเนื้อต่ำใจหายวับไป เมื่อคิดได้ว่า ชายหนุ่มกำลังแพ้ท้องแทนตนเอง ก่อนจ้ำอ้าวไปยังรถของกิตติ และใช่ว่าธีมะจะใจดำเช่นอีกา หัวใจแห้งเหี่ยวก็ยังมีความห่วงใยในตัวของภรรยาอยู่บ้าง เพียงแค่ไม่อยากที่จะแสดงออก และไม่รู้ว่าจะแสดงออกในรูปแบบใด ในฐานะอะไร

บทก่อนหน้า
บทถัดไป